Support
www.nakineehora.com
063-9356879 , 095-3632354
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ

การพยากรณ์แบบเลข ๗ ตัว ๙ ฐาน

วันที่: 2016-06-16 16:25:13.0

    จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบอารยธรรมบ้านเชียงที่มีอายุประมาณสี่พันถึงห้าพันปีมาแล้ว ได้ค้นพบหลักฐานทางโหราศาสตร์มากมาย จึงสันนิษฐาน ได้ว่า คนไทยรู้จักเรื่องโหราศาสตร์มานานไม่ต่ำกว่าห้าพันปีมาแล้ว โหราศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ได้เข้ามาเป็นวิถีในการดำรงชีวิต

(Way of life) ของคนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณและมีการสืบทอดกันมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

 

            มูลเหตุที่มาของวิชาการพยากรณ์แบบเลข ๗ ตัว ๙ ฐาน

            บรรดาโหราจารย์แต่ครั้งโบราณกาลได้เฝ้าพากเพียรสังเกตดาวต่างๆ ที่โคจรไปอยู่ในตำแหน่งต่างๆบนฟากฟ้า เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่เห็นได้ง่าย เรื่อยๆไปจนถึงดวงดาวอื่นๆ แล้วจดจำทำเป็นสถิติไว้ จนสามารถกำหนดวิถีการโคจรช้าเร็วของดาวแต่ละดวงได้อย่างแน่นอน นำมากำหนดเป็นเวลาเป็นวัน เดือน ปีขึ้นได้ พร้อมกันนั้นก็ได้พยายามสังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมและตัวบุคคลในแต่ละช่วงเวลาที่ดาวต่างๆโคจรมาสัมพันธ์กันด้วย โดยได้ทำบันทึกไว้เป็นระยะๆนานๆเข้าจึงได้นำมาประมวลและวิเคราะห์วางไว้เป็นหลักเกณฑ์ ต่อมาเมื่อได้พิสูจน์ดูเหตุและผลที่เกิดขึ้นโดยเห็นว่า หลักเกณฑ์นั้นถูกต้องแม่นยำดีแล้ว จึงได้รวบรวมขึ้นไว้เป็นตำราเพื่อให้ได้ศึกษาเล่าเรียนและค้นคว้าเพิ่มtเติมกันสืบมา

            ในเบื้องแรกนั้น ดวงดาวที่ได้คิดค้นและวางหลักเกณฑ์ไว้ได้มีเพียง ๗ ดวงเท่านั้น เรียงตามลำดับระยะเวลาที่โคจรจากช้าที่สุดจนกระทั่งถึงเร็วที่สุดดังนี้ ดาวพระเสาร์ ดาวพระพฤหัสบดี ดาวพระอังคาร ดาวพระอาทิตย์ ดาวพระศุกร์ ดาวพระพุธและดาวพระจันทร์ ซึ่งต่อมาได้นำดาวเหล่านี้มาจัดลำดับเสียใหม่เป็นชื่อของวันและมีตัวเลขเป็นสัญลักษณ์แทน คือ วันอาทิตย์ (๑) วันจันทร์ (๒) วันอังคาร (๓) วันพุธ (๔) วันพฤหัสบดี (๕) วันศุกร์ (๖) วันเสาร์ (๗)

            ดาวพระเคราะห์ทั้ง ๗ ดวงนี้เอง ไม่ว่าชนชาติใดภาษาใดได้ใช้เป็นพื้นฐานในการพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่โบราณกาลสืบเนื่องมาและเป็นมูลเหตุให้เกิดวิชาโหราศาสตร์ประเภทต่างๆขึ้น ซึ่งวิชาโหราศาสตร์ไทยของเราก็ถือว่าการพยากรณ์แบบดาว ๗ ดวงหรือ เลข ๗ ตัว เป็นรากเหง้าสำคัญที่จะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างแตกฉาน ลึกซึ้ง

            วิชาการพยากรณ์แบบเลข ๗ ตัว เป็นวิชาการแขนงหนึ่งซึ่งมีมาแต่โบราณกาลดึกดำบรรพ์ จะเริ่มมีมาแต่ยุคในสมัยใดยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดที่จะพิสูจน์ให้ทราบได้ในบ้านเมืองเรา ที่เห็นมีการอ้างอิงกันอยู่บ้างก็ว่ามีมาอยู่แล้ว ตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัยเชียงแสน สำหรับลักษณะวิธีการพยากรณ์โดยทั่วไปใช้แต่วันเกิด เดือนเกิดและปีเกิดของเจ้าชะตามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งก็เป็นการพยากรณ์ที่ทรงไว้ซึ่งความแม่นยำได้ผลดีไม่แพ้การพยากรณ์แบบอื่นๆ ที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ การพยากรณ์แบบเลข ๗ ตัว ใช้เวลาอย่างรวดเร็วในการวางผังดวงชะตา และสามารถนำการทำนายชะตาชีวิตแบบพื้นบ้านของไทย ที่เรียกกันว่า พรหมชาติ มาผสมผสานร่วมกันในการทำนายได้อย่างกลมกลืน ทำให้ลีลา การพยากรณ์เกิดรสชาติ มีความพิสดารลึกซึ้งยิ่งขึ้น

            การพยากรณ์แบบเลข ๗ ตัวนั้นมีรูปแบบรายละเอียดและวิธีการพยากรณ์แตกต่างกันอยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับพื้นเพความเป็นมาของชาติภาษา สำนักศึกษาและครูบาอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิทยาการว่ามีความรู้และประสบการณ์มาในแนวทางใด เราจึงได้ยินการเรียกขานชื่อตำราของวิชานี้ต่างๆกัน เช่น  ตำราพยากรณ์เลข ๗ ตัว ตำรามหาภูติ ตำราอังควิชาธาตุ ตำราอุทาสิน ตำราพรหมโชติยศาสตร์ คัมภีร์มหาสัตตเลข ฯลฯ ทั้งหมดนี้

ล้วนแต่อาศัยเลข ๗ ตัว เป็นหลักสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น สำหรับการพยากรณ์เลข ๗ ตัว ๙ ฐาน ถือเป็นรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถทำนายได้อย่างพิสดาร เป็นที่ศรัทธาและยอมรับอย่างแพร่หลายว่าสามารถนำไปพยากรณ์ได้อย่างละเอียด ลึกซึ้ง และแม่นยำ


        

เกณฑ์ที่ใช้ในการวางดวงชะตาแบบเลข ๗ ตัว ๙ ฐาน

 

การกำหนด วัน เดือน ปี ทางโหราศาสตร์ไทย

           

            ตามหลักของเลข ๗ ตัว ๙ ฐานการผูกดวงชะตา ใช้วัน เดือน ปีเกิดเป็นสำคัญ ส่วนเวลาเกิดหรือเวลาตกฟากนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบ

            การนับวัน การเปลี่ยนวันเวลาใช้เวลาพระอาทิตย์ขึ้นเป็นเกณฑ์ คือ นับตั้งแต่เวลา 6.00 นาฬิกา ถึงเวลา 05.59 นาฬิกา เป็น  1 วัน ดังนั้นผู้เกิดก่อนเวลา 06.00 นาฬิกา ถึงถือว่าเป็นวันเก่าอยู่

            การนับเดือน ให้ใช้เดือนทางจันทรคดี ถือนับตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำจนถึงแรม 15 ค่ำ ตามลำดับชื่อเดือนไทยแต่โบราณ เช่น เดือนอ้าย (1) เดือนยี่ (2) เดือนสาม (3) เดือนสี่ (4) ฯลฯ (ไม่ใช่ตามลำดับชื่อเดือนแบบสุริยคติ เช่น มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม ฯลฯ) มาใช่พยากรณ์

            การนับปี การเปลี่ยนปีนักษัตร เช่น ชวด (1) ฉลู (2) ขาล (3) เถาะ (4) ใช้วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นการเริ่มต้นของปีนักษัตรใหม่ตามแบบไทยแต่โบราณ

 

ข้อสังเกต

            ในเรื่องของการนับวัน มักจะเกิดความผิดพลาดบ่อยๆ สำหรับผู้ที่เกิดหลังเที่ยงคืนจนถึงย้ำรุ่ง

(หลัง 24.00 น. – 05.59 น.) ทั้งนี้เพราะการบันทึกของทางราชการผู้ที่เกิดในเวลาดังกล่าวจะถือเป็นการเริ่มต้นของวันที่ใหม่ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อวันใหม่ไปในตัว แต่ในทางโหราศาสตร์ถือว่าเป็นวันเก่าอยู่ จึงควรสอบถามให้แน่ชัดเสียก่อน

            ในเรื่องของการนับเดือน ให้ถือวันขึ้น ค่ำ เป็นวันเปลี่ยนเดือนใหม่ ไม่ควรใช้วิธีประมาณการเอาว่า เดือนธันวาคมเป็นเดือนอ้าย (1) เดือนมกราคมเป็นเดือนยี่ (2) ฯลฯ ควรตรวจสอบจากปฏิทินอยู่เสมอ และอย่าหลงใช้ลำดับเดือนแบบสากลมาผูกดวงชะตา

            ในเรื่องของการนับปี ผู้ที่เกิดในช่วงเดือน มกราคมถึงเดือนเมษายน ควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะในปฏิทินทั่วไปบ้างก็เปลี่ยนปีนักษัตรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม บ้างก็เปลี่ยนปีนักษัตรตั้งแต่ต้นเดือนหรือวันที่ 13 ของเดือนเมษายน ขอย้ำว่าในการพยากรณ์แบบเลข ๗ ตัว ๙ ฐาน จะเปลี่ยนปีนักษัตร ต่อเมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เท่านั้น

            ผู้ศึกษาจึงควรมีปฏิทิน 100 ปี ที่ให้รายละเอียดชัดเจนไว้ตรวจสอบ ก่อนที่จะลงเลขผู้ดวงชะตา เพื่อความมั่นใจในการพยากรณ์

 

อาจารย์เจษฎา คำไหล (ปรมาจารย์เลข ๗ ตัว ๙ ฐาน)

 

และ ดร.จารึก  เพชรจรัส

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 


ติดต่อเรา

87 ถนนสี่พระยา แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพฯ
อยู่ติดถนนสี่พระยาเดินผ่านมูลนิธิ ตรงไปทางร้านดอกไม้รักอัง
ไป50เมตรก่อนถึงสามแยกไฟแดง


Tel. : 063-262-2654 , 095-363-2354 , 064-453-4542  

 Website : www.nakineehora.com   Line : @nakineehora